วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แถลงผลการสอบสวนเหตุคานปูนและเครนพังถล่มในโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 ถนนพระราม 2 บริเวณ กม.30+300 ต.ท่าจีน อ.เมือง จ.สมุทรสาคร โดยมี นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง และนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงข่าวนายจิระพงศ์ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ระหว่างประชาชนกำลังใช้เส้นทางบนถนนพระราม 2 โดยเครนขนาดใหญ่ที่ใช้
ก่อสร้างสะพาน พร้อมชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปน้ำหนักรวมหลายร้อยตัน ได้พังถล่มลงมาบนพื้นผิวจราจร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 2 รายหลังเกิดเหตุ กระทรวงคมนาคมได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที พร้อมตั้งคณะอนุกรรมการด้านวิศวกรรม ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ นำโดย รองศาสตราจารย์เอนก ศิริพานิชกร นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ โดยคณะกรรมการมีการ
ประชุมรวม 8 ครั้ง และคณะอนุกรรมการด้านวิศวกรรมประชุมเพิ่มเติมอีก 4 ครั้ง เพื่อดำเนินการตรวจสอบอย่างรอบด้านการตรวจสอบครอบคลุมทั้งการลงพื้นที่จริงเพื่อตรวจสอบซากความเสียหาย การรวบรวมเอกสารจากกรมทางหลวงจำนวน 21 รายการ ทั้งสัญญา แบบก่อสร้าง คู่มือเครน และรายงานด้านความปลอดภัย รวมถึงสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง 13 ราย ทั้งฝ่ายผู้ว่าจ้าง ผู้ออกแบบ และผู้รับจ้าง นอกจากนี้ยังมีการทดสอบ
คุณภาพคอนกรีตทั้งในห้องปฏิบัติการและภาคสนาม วิเคราะห์โครงสร้างด้วยแบบจำลองคอมพิวเตอร์แบบ Finite Element Method และตรวจสอบสมมติฐานสาเหตุของการเกิดเหตุทั้งหมด 7 ข้ออย่างเป็นระบบผลการสอบสวนพบว่า สาเหตุหลักของการถล่มไม่ได้เกิดจากวัสดุไม่ได้มาตรฐาน ดินทรุดตัว หรือภัยธรรมชาติ แต่เกิดจากความบกพร่องในการติดตั้งหลายจุดที่สะสมต่อเนื่อง จนนำไปสู่การพังถล่มในที่สุดสะพานที่อยู่ระหว่าง
การก่อสร้างมีลักษณะลาดเอียง ทำให้เครนขนาดใหญ่ต้องตั้งอยู่บนพื้นที่เอียงดังกล่าว ผู้รับจ้างจึงแก้ปัญหาด้วยการนำแผ่นเหล็กมาซ้อนกันถึง 8 ชั้น สูงกว่า 80 เซนติเมตร พร้อมรองด้วยทรายอีกชั้นหนึ่ง เพื่อปรับระดับ
ฐานรองรับ เปรียบได้กับการนำอิฐมาวางซ้อนสูงเกือบ 1 เมตร ก่อนนำรถบรรทุกหนักขึ้นไปจอดบนพื้นที่ลาดเอียงนอกจากนี้ ระบบยึดเครนยังถูกติดตั้งผิดจากแบบที่กำหนดไว้ในคู่มือ โดยเดิมต้องใช้ระบบที่มีจุดหมุนและลูกล้อ หรือ Pin-Roller เพื่อให้โครงสร้างสามารถขยายตัวตามอุณหภูมิได้ แต่กลับถูกเปลี่ยนเป็นระบบจุดหมุนทั้งสองด้าน หรือ Pin-Pin ซึ่งเป็นลักษณะล็อกตายทั้งสองฝั่งเมื่ออุณหภูมิของโลหะเพิ่มขึ้นจาก
แสงแดดในช่วงเช้า ประมาณ 8 องศาเซลเซียส โครงสร้างจึงเกิดการขยายตัว แต่เนื่องจากถูกล็อกไว้ทั้งสองด้าน ทำให้เกิดแรงดันด้านข้าง ส่งผลให้แรงกดถ่ายลงมายังฐานแผ่นเหล็กที่ซ้อนอยู่บนพื้นเอียง จนแผ่นเหล็กเริ่มไถลออกทีละชั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ขารองรับเครนจะพัง และทำให้เครนทั้งชุดถล่มลงมาส่วนความรับผิดชอบ คณะกรรมการพบความบกพร่องทั้งจากฝ่ายผู้รับจ้างและฝ่ายผู้ควบคุมงานฝ่ายผู้รับจ้าง คือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลอปเมนต์ ได้ติดตั้งระบบยึดเครนผิดจากแบบที่ได้รับอนุมัติ เปลี่ยนจากระบบ Pin-Roller เป็น Pin-Pin รวมถึงติดตั้งระบบยึดและค้ำยันขารองรับไม่ตรงตามแบบที่เสนอไว้ ใช้แผ่นเหล็กซ้อนกันสูงเกินมาตรฐาน และใช้ทรายรองบนพื้นที่ลาดเอียง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการไถลเมื่อมีแรงด้านข้างมากระทำนอกจากนี้ ยังมีการนำเครนมาจากโครงการอื่นและดัดแปลงให้ใช้งานกับโครงการนี้อย่างไม่รัดกุม เนื่องจาก
ต้องการเร่งรัดงานก่อสร้าง อีกทั้งใบรับรองความปลอดภัย ปจ.1 ของเครนคันดังกล่าว หมดอายุตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 แต่ยังคงถูกนำมาใช้งานต่ออีกกว่า 2 เดือน โดยไม่มีเอกสารต่ออายุขณะที่ฝ่ายผู้ควบคุมงาน ซึ่งเป็นกรมทางหลวง พบว่าได้รับทราบและอนุมัติการติดตั้งที่แตกต่างจากแบบเดิม โดยไม่มีการตรวจสอบเชิงลึกอย่างเพียงพอ แบบฟอร์มตรวจสอบหรือ Checklist ที่ใช้ในโครงการก็ไม่มีรายละเอียดเชิงเทคนิค
เฉพาะสำหรับงานประเภทนี้ ทำให้วิศวกรควบคุมงานไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างละเอียด อีกทั้งไม่มีการติดตามการต่ออายุใบ ปจ.1 ของเครนที่ใช้งานในโครงการคณะกรรมการยังระบุว่า กรมทางหลวงไม่มีมาตรฐานเฉพาะสำหรับการก่อสร้างสะพานด้วยเครนประเภท Launching Gantry แม้แต่ฉบับเดียว ถือเป็นช่องโหว่เชิงระบบที่มีความเสี่ยงสูง หากไม่เร่งแก้ไข อาจทำให้โครงการก่อสร้างลักษณะเดียวกันทั่วประเทศเกิดเหตุซ้ำ
ได้ทุกเมื่อสำหรับข้อเสนอแนะในการป้องกันเหตุซ้ำ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การดำเนินการเร่งด่วนที่ต้องทำทันที โดยให้ตรวจสอบใบรับรองความปลอดภัยของเครนทุกคันในทุกโครงการ หากพบว่าใบ ปจ.1 หมด
อายุหรือเอกสารไม่ครบถ้วน ให้หยุดใช้งานทันที พร้อมกำหนดให้การต่ออายุต้องครอบคลุมทุกระบบของเครน รวมถึงห้ามดัดแปลงเครนหรือเปลี่ยนวิธีการใช้งานโดยไม่ได้รับอนุมัติใหม่จากวิศวกรและนายช่างโครงการระยะสั้น ภายใน 30 วัน ให้กรมทางหลวงจัดทำมาตรฐานเฉพาะสำหรับการก่อสร้างสะพานด้วยเครน Launching Gantry โดยอ้างอิงมาตรฐานของสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางที่ใช้ในโครงการรถไฟความเร็วสูง รวมถึงกำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญภายนอกที่เป็นอิสระจากผู้รับจ้าง เข้าตรวจสอบและรับรองเครนก่อนใช้งานทุกครั้งส่วนระยะกลาง ให้ติดตั้งระบบเซนเซอร์แจ้งเตือนแบบ Real-time สำหรับตรวจวัดความเอียงและแรงดึงของโครงสร้
ข่าวดี! #อนุวัตจัดให้ เงินเข้าแล้ว #ผู้สูงอายุได้เพิ่ม 15 ล้านคน รับสิทธิอัตโนมัติ เช็กด่วน
“มาตรการช่วยเหลือ เงินเยียวยา 10,000 บาท สำหรับ กลุ่มเปราะบาง ซึ่งประกอบด้วย เด็กแรกเกิด ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ที่มีรายชื่ออยู่ในระบบสวัสดิการเดิมอยู่แล้ว โดยผู้มีสิทธิ์ ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนใหม่ เนื่องจากภาครัฐจะใช้ฐานข้อมูลเดิมในการตรวจสอบและโอนเงินผ่านช่องทางที่เคยได้รับประจำ มาตรการนี้ยึดหลักการ 1 คนต่อ 1 สิทธิ์ เท่านั้น และมีการคาดการณ์ว่าอาจเริ่มดำเนินการจ่ายเงินได้ในช่วง เดือนเมษายน 2569 ทั้งในรูปแบบการแบ่งจ่ายหรือจ่ายงวดเดียว นอกจากนี้ยังมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิดการปรับเพิ่ม เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ในอนาคต ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาและยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ สุดท้ายแหล่งข่าวได้เน้นย้ำให้ประชาชนระมัดระวัง มิจฉาชีพ และควรติดตามข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องจาก หน่วยงานรัฐ โดยตรงเท่านั้น”
ทั้งนี้โพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้าชมกว่า 600,000 ครั้ง และมีการแสดงความรู้สึก 10,000 ครั้ง อย่างไรก็ตามช่องยูทูบดังกล่าวไม่เปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นแต่อย่างใด โดยถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 26 เม.ย.69
ตรวจสอบความโปร่งใสของช่องยูทูบ
Thai PBS Verify พบความน่าสงสัยของช่องดังกล่าว เนื่องจากไม่มีการเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็น จึงตรวจสอบบัญชีดังกล่าว พบว่า ช่องแห่งนี้เพิ่งเริ่มสร้างเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 69 ที่ผ่านมา มีผู้ติดตาม 14, 800 คน ส่วนใหญ่เนื้อหาจะเป็นเรื่องเงินผู้สูงอายุทั้งหมด
ต่อมา Thai PBS Veriy นำภาพในคลิปไปค้นหาด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ Google Lens พบว่าภาพในโพสต์ดังกล่าวเป็นภาพที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแถลงข่าว หลังรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ก.ย. 68 จากเว็บไซต์ Thai PBS
เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุปัจจุบันเป็นอย่างไร ?
Thai PBS Verify สอบถามไปยังกรมกิจการผู้สูงอายุ จากการตรวจสอบข้อมูลของกรมกิจการผู้สูงอายุ กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ถึง เรื่อง การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยระบุว่ามีการโอนเงินอุดหนุนพิเศษเข้าบัญชีอัตโนมัติ ครอบคลุมถึง 13 ล้านคน ประเด็นดังกล่าวนั้นเป็นข้อมูลเท็จ เนื่องจาก ปัจจุบันยังไม่มีการจ่ายเงินช่วยอุดหนุนพิเศษ ขณะนี้มีเพียงการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โดยยังคงใช้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 และมีอัตราการจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุเป็นรายเดือนตามช่วงอายุ ดังนี้
อายุ 60-69 ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา 600 บาท/คน/เดือน
อายุ 70-79 ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา 700 บาท/คน/เดือน
อายุ 80-89 ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา 800 บาท/คน/เดือน
อายุ 90 ปีขึ้นไป จะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา 1,000 บาท/คน/เดือน
ดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่งหรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์กรมกิจการผู้สูงอายุ หรือศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) โทร. 1300
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
จากการตรวจสอบของ Thai PBS Verifyยืนยันว่า ไม่มีโครงการแจกเงินเยียวยา 10,000 บาท เพิ่มเติมสำหรับผู้สูงอายุ 15 ล้านคนในเดือนเมษายน 2569ตามที่คลิปกล่าวอ้าง ข้อมูลดังกล่าวเป็นการนำโครงการดิจิทัลวอลเล็ตในอดีตมาผสมโรงกับข่าวเบี้ยยังชีพรายเดือน เพื่อสร้างพาดหัวที่น่าดึงดูด (Clickbait) โดยแอบอ้างชื่อผู้ประกาศข่าวชื่อดัง “อนุวัต เฟื่องทองแดง” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
ทั้งนี้ กรมกิจการผู้สูงอายุยังคงใช้ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2569